Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพทางเศรษฐกิจ
การบริการพื้นฐาน
สินค้า OTOP
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา
โครงสร้างส่วนราชการ
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
บุคลากร
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภา
หัวหน้าส่วนราชการ
สำนักปลัดเทศบาล
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
ข่าวรับสมัครโอน/ย้ายเครือข่าย
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
พูดคุยเรื่องทั่วไป
ข้อเสนอแนะ ติชม
รับเรื่องราวร้องทุกข์
เว็บบอร์ดเครือข่าย
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมา

     ในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ สมัยรัชกาลที่ ๓ ฝ่ายแขกสะสมกำลังเข้มแข็งมากขึ้น ตนกูอะมัสสะอัด , ตนกูอับดุลละห์ หลานพระยาไทรบุรีกับหวันบาหลี แขกสลัด พร้อมใจกันยกเข้าตีเมืองไทรบุรีแตกอีกครั้ง พระยาไทรบุรี(แสง ณ นคร ) หนีมาอยู่กับพี่ชายที่เมืองพัทลุงเหมือนกับ ครั้งก่อน เมื่อพวกแขกตีเมืองไทรบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพไปตีเมืองตรังอีกทัพหนึ่งและแยกไปตีสงขลาอีกทัพหนึ่ง
   
     ทางสงขลาพวกแขกยกทัพไปตีได้ถึงปลักแรด เขารูปช้าง ฝ่ายเมืองพัทลุงกับเมืองนครศรีธรรมราชก็เกณฑ์ทัพให้พระยาไทรบุรี ไปตีเอาไทรบุรีคืน ฝ่ายหนึ่งให้พระปลัดจุ้ย(จุ้ย 
จันทโรจน์วงศ์) ยกไปตีทางสตูลกองหนึ่ง  คราวนี้ต้องทำศึกมากเพราะเป็นศึกหลายด้าน เฉพาะสตูลต้องรบกันถึงขั้นตะลุมบอนฝ่ายไทยน้อยกว่าสู้แขกไม่ได้ต้องถอยร่น แขกตามมาตีถึงดอนประดู่ ฝ่ายไทยตั้งค่ายกันทัพที่บ้านดอนประดู่ โดยมีแม่กองช้างชื่อ ขุนไชยคีรี ชาวบ้านบางใคร (พ่อของขุนไชยคีรี พรหมทอง ต้นตระกูล ไชยคีรี ปู่ของอาจารย์ชุม ไชยคีรี) เป็นหัวหน้ารวมกำลังต่อต้านกองทัพแขก รบกันจนล้มตายมากมายทั้งสองฝ่าย จนปรากฏมีคูค่าย มีป่าช้าแขกอยู่ทางทิศใต้ ป่าช้าไทยอยู่ทางทิศเหนือในบริเวณชุนชนดอนประดู่ ฝ่ายกองทัพหลวงของไทยเข้าตีแขกทางปลักแรด ถอยกลับไม่ได้ ก็ยกกองทัพมาตั้งรับแขกอยู่ที่ด่านทางรวมไปพัทลุง สตูล และสงขลา คราวนี้ฝ่ายไทยทำค่ายด้วยต้นกล้วยป่า พอรวมกำลังกันได้ก็เข้าโจมตีแขกยึดเมืองสตูลกลับคืนมาได้ และเข้าตีทัพแขกที่ดอนประดู่ แตกพ่ายไปทางเมืองตรัง
     
     ปัจจุบันป่าช้าแขกไม่มีแล้ว เหลือเพียงป่าช้าไทยซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ป่าช้าค่ายไทรบ้าง ป่าช้าค่ายพระยาไทรบ้าง ป่าช้าค่ายชะไทรบ้าง แต่ลูกหลานชาวบ้านดอนประดู่เรียก
เป็นทางการว่า ฌาปนสถานค่ายพระยาไทรบุรี ” ส่วนด่านทางรวมไปพัทลุง สตูล และสงขลานั้น ปัจจุบันเป็นบริเวณบ้านค่าย ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านห้วยลึก มีศาลาอยู่หน้าค่ายในอดีตปรากฏอยู่ แต่ปัจจุบันชำรุดไปหมดแล้ว ส่วนผู้คนที่หลบหนีข้าศึกไปขุดหลุมหลบซ่อนอยู่นั้น ก็อพยพไปปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณที่เรียกว่า “ บ้านเพิง ” ปัจจุบันคือบ้านหัวไทร ตำบลห้วยลึกแห่งหนึ่ง และตำบลดอนประดู่แห่งหนึ่ง โดยมีลำน้ำผ่านกลาง
    
     นอกจากนั้นยังปรากฏหลักฐานอ้างอิง เรื่องการรบกับทัพแขกที่สตูล พัทลุง และสงขลา ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ จากหอสมุดแห่งชาติที่อาจารย์สมนิด โกศัยกานนท์ 
ลูกหนังอิ่ม จอแพร(อิ่ม โกศัยกานนท์) กำนันคนที่ ๒ ของตำบลห้วยลึกบันทึกไว้ในหนังสือ “ ต้นตระกูล ” พิมพ์เมื่อปี ๒๕๔๒ ว่า
     “โจรสลัดเมื่อตีเมืองตรัง พัทลุง และขอบเขตชายแดนของสงขลาได้หมดแล้ว เตรียมตัวบุกตีเมืองสงขลาต่อไป เจ้าพระยาสงขลานำกำลังส่วนหนึ่งมาตั้งรับที่บ้านห้วยลึก 
เพราะห้วยลึกสมัยนั้นเป็นทางผ่านเข้าศึกเดินทัพทางบกจากพัทลุงไปสงขลา ค่ายที่บ้านห้วยลึกของเจ้าพระยาสงขลาจึงต้องเข้มแข็งมาก และนี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า “ บ้านค่าย ” ส่วนพวกข้าศึกชาวไทร ที่ยกมาจากพัทลุง มาตั้งค่ายอยู่เหนือวัดดอนประดู่ แถบนั้นจึงเรียกว่า “ ค่ายชาวไทร ” จนถึงปัจจุบัน ศึกชาวไทรคราวนั้นเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนเป็นอันมาก ปรากฏว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งหนีไปขุดหลุม ขุดเพิงหลบซ่อน แถบนั้นจึงเรียกว่า “ บ้านเพิง ” (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอปากพะยูน)
  
     ชุมชนบางใคร
     ชุมนบางใครเป็นชุมชนใหญ่เก่าแก่ที่มีมาก่อนดอนประดู่และห้วยลึก ปัจจุบันเป็นป่าเสม็ด กลางป่ามีเนินดิน(บัว) ซากปรักหักพัง ชาวบ้านเรียกว่า “ เขื่อน ” ซึ่งตั้งอยู่ในเขต
ตำบลห้วยลึก อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ห่างจากดอนประดู่ประมาณ ๕ กิโลเมตร
     ชุมชนบางใคร ล่มสลายไปเมื่อปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ พร้อม ๆ กับชุมชนเก่าแก่บริเวณริมทะเลสาบสงขลา คือ ท่าเลียบ และทุ่งแพร ส่วนชุมชนที่ยังปรากฏอยู่จากริมทะเลสาบ
ขึ้นมาตามสายน้ำลำคลอง คือ ชุมชนหัวไทร (บ้านเพิง) ดอนประดู่ ห้วยลึก หัวเตย บ้านผลุ้ง และหนองจีน (โคกทราย)
     หลังจากการทำสงครามกับแขกใน พ.ศ. ๒๓๗๗  ลูกน้องของขุนไชยคีรี นายกองช้างถูกกวาดต้อนบ้างล้มตายจากการสู้รบบ้าง ที่ยังคงอยู่ก็มีขุนไชยคีรี กับพรรคพวก นอกนั้น
ก็อพยพไปตั้งหลักแหล่งสู่ชุมชนดอนประดู่ และชุมชนใกล้เคียง
     หมดยุคของขุนไชยคีรีผู้พ่อ ขุนไชยคีรี(พรหมทอง) รุ่นลูก (ต้นตระกูลไชยคีรี) ก็เป็นผู้นำชุมชนต่อจนปลดช่วงอำนาจให้กับหมื่นไชยคีรี (ทุ่ม) ซึ่งได้อพยพมาอยู่ที่ดอนประดู่ 
สร้างหลักปักฐาน หักร้างถางพง เลี้ยงช้าง สร้างสวนที่บริเวณบ้านควนเผยอ(ควนทรุด) ปัจจุบันสวนของหมื่นไชยคีรีก็คือวัดควนเผยอ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลดอนประดู่
     จากคำบอกเล่าและหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าชุมชนบางใคร หมดความสำคัญลงเป็นลำดับเพราะผู้นำชุมชนมีศักดิ์ลดลงเป็นหมื่น ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน ส่วน
ชุมชนตำบลดอนประดู่มีการขยายตัวของชุมชนหนาแน่นมากขึ้น จากคำบอกเล่าของลูกสาวคนสุดท้องของหมื่นไชยคีรีว่า เคยตามพ่อไปประชุมกับท่านขุน(ขุนห้วยลึกประชาราษฎร์) ที่ห้วยลึกประจำ แสดงให้เห็นว่าชุมชนห้วยลึก(ตำบลดอนประดู่) เป็นชุมชนใหญ่ในละแวกนั้นในยุคหลัง
  
     ชุมชนทุ่งแพร
     ชุมชนทุ่งแพร เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนบ้านท่าหยี ตำบลห้วยลึก เดิมเป็นชุมชนชาวจีน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของชุมชนบางใคร ปัจจุบันเป็นป่า เป็นทุ่งนา ไม่ปรากฏ
หลักฐาน  แต่มีประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่า เหตุที่เรียกทุ่งแพร เพราะเป็นตลาดนัดขายผ้าแพรของชาวจีน เนื่องจากมีเรือสำเภาล่ม จึงเอาผ้าแพรมาผึ่งแดด ปัจจุบันบริเวณที่เรือล่ม ชาวบ้านเรียกว่า “ กูลั่ม ” อยู่ในลูกเล เลยจากทะเลเหวนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
     ชุมชนทุ่งแพรนับเป็นตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต มีชาวจีนแล่นเรือมาค้าขายตั้ง “ กงสี ” และเป็น “ ยี่ปั๊ว ” ขายสินค้า ชาวบ้านจากหนองจีน ห้วยลึก บ้านเพิง 
ดอนประดู่ ท่าเลียบ ปากพะยูน จะนำผลผลิตมาแลกเปลี่ยนและขายบริเวณนี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือสายหลักที่ผ่านจากสงขลาเข้าที่ปากรอถึงท่าหยี วกเข้าคลองท่าหยี เข้าลูกเล ถึงทุ่งแพร ออกจากทะเลเหวนผ่านท่าเลียบเข้าถึงปากพะยูน
     สันนิษฐานว่า เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๓ การค้าทางเรือระหว่างไทยกับจีนยุติลง เพราะสมัยรัชกาลที่ ๔ หันไปสนับสนุนการค้ากับยุโรป และช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ไทยประสบ
ปัญหาสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งคุมการค้าอยู่ทางใต้ ทำการค้าขายทางเรือไม่สะดวก ตลาดทุ่งแพรที่เคยคึกคัก บางใคร ชุมชนใหญ่ก็มีผู้คนลดน้อยลง ลูกหลานของคนจีนโพ้นทะเลที่มีครอบครัวกับคนไทยก็หาหนทางอพยพไปค้าขายยังชุมชนอื่นที่มีทำเลประกอบอาชีพดีกว่า ผู้คนที่อพยพออกจากบ้านบางใครและทุ่งแพรน่าจะอพยพไปตามลำคลอง ๓ – ๔ ทาง ด้วยกัน คือ
          ๑. ล่องไปตามทะเลไปขึ้นที่เกาะแกง หรือท่าเตียน
          ๒. อพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านท่าไหลริมทะเลเหวน
          ๓. อพยพไปทางปากคลองหัวควนไปตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองหัวควน ใกล้ควนปิไหง
          ๔. อพยพไปตามทะเลเหวน เข้าคลองหัวไทร ไปห้วยลึก ดอนประดู่ หัวเตย หนองจีน หรือบางพวกอาจจะเลยไปตามคลองใสท้อน ขึ้นใสใหญ่หรือพรุพ้อก็มี
       
ก่อตั้งตำบลดอนประดู่ 
     ตำบลดอนประดู่เดิม คือ ตำบลห้วยลึกตั้งอยู่เขตการปกครองของอำเภอทักษิณ จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีเขตการปกครองรวมไปถึงอำเภอปากพะยูน อำเภอบางแก้ว อำเภอป่าบอน 
ของจังหวัดพัทลุง รวมถึงอำเภอรัตภูมิ บางกล่ำ ควนเนียง ของจังหวัดสงขลา ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่า มีการก่อตั้งชุมชนห้วยลึกขึ้นเป็นตำบลห้วยลึก และแต่งตั้งตำแหน่งขุนเป็นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ขุนห้วยลึกประชาราษฎร์(สงค์) ต้นตระกูลมุสิกะศิริ เป็นกำนันคนแรก ของตำบลห้วยลึก และมีหมื่นไชยคีรี(ทุ่ม) ลูกของขุนไชยคีรี (พรหมทอง) เป็นผู้ใหญ่บ้านดอนประดู่ หลังจากแยกการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๙๗ จึงจัดตั้งชุมชนดอนประดู่ เป็นตำบลดอนประดู่ และแยกตำบลห้วยลึกให้อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ซึ่งสมัยนั้นอำเภอรัตภูมิ ยังตั้งอยู่ที่ปากบางภูมี ส่วนตำบลดอนประดู่ก็แยกให้อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอปากพะยูน ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งที่แยกมาจากอำเภอทักษิณ และแบ่งเขตการปกครองเป็น ๑๑ หมู่บ้าน ประกอบด้วยกลุ่มบ้านต่าง ๆ คือ
          หมู่ที่ ๑ บ้านทางทราย ปากศาลา โคกคอแห้ง
          หมู่ที่ ๒ บ้านท่าไหล
          หมู่ที่ ๓ บ้านหัวควน 
          หมู่ที่ ๔ บ้านดอนประดู่ สวนยาง โคกโพธิ์ ม่วงใหญ่ โคกฉัดกร้อ หนองโหน
          หมู่ที่ ๕ บ้านกล้วยเภา บ้านเก่า ประดู่หอม ทุ่งนอก
          หมู่ที่ ๖ บ้านหัวควนตก บ่อมุด หัวเกาะกุน
          หมู่ที่ ๗ บ้านชายพรุ หนองคัน ป่าพ้อ โหนดแถว หัวเปลว สวนเหรียง โคกม่วง ม่วงเตี้ย เสือบูรณ์ ดอนกลาง ดอนรักษ์
          หมู่ที่ ๘ บ้านห้วยเผยอ หารแพะ คลองเรือ
          หมู่ที่ ๙ บ้านไทรพอน ควนน้อย ควนขุด
          หมู่ที่ ๑๐ บ้านควนเผยอ ควนดิน
          หมู่ที่ ๑๑ บ้านชายห้วย แหลมยาง 
   
คำขวัญตำบลดอนประดู่
     “ พ่อท่านบางใคร  ควนปิไห  ค่ายพระยาไทรบุรี  สะตอรสดี  พื้นที่ทำนา  แหล่งปลาหารอ่างทอง ”
     พ่อท่านบางใคร
     เป็นพระปางอุ้มบาตร ความสูงจากฐาน ๑ เมตร แกะสลักด้วยไม้สวยงามมาก จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเป็นพระที่เก่าแก่ของวัดบางใครที่ล่มสลายไปแล้ว เป็นที่
เคารพสักการะของชาวบ้านในชุมชนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดดอนประดู่ เป็นพระลากประจำเรือพระของวัดดอนประดู่ ในประเพณีลากพระ และทุกวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ จะมีการสรงน้ำ ทุกวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของชาวบ้านดอนประดู่ จะอันเชิญขึ้นเรือพระ ไปร่วมงานประเพณีมิได้ขาด
     ควนปิไห
     เป็นควนใหญ่ที่สูงที่สุดของอำเภอปากพะยูน สันนิษฐานว่าในอดีตคงเป็นเกาะใหญ่ในทะเลสาบสงขลา ไม่ต่างจากเกาะนางคำ และเกาะหมาก เล่าขานกันว่ามีคนขุดพบ
สมบัติปีละ ๑ ไห จึงเรียกว่า “ ควนปิไห ” บางคนเรียก ปิไหง หรือไปไหน เป็นที่ตั้งของตาหมอเทพ
  
     ค่ายพระยาไทรบุรี
     เป็นที่ตั้งค่ายของพระยาไทรบุรี ตนกูมัสสะอัดและตนกูอับดุลละห์ ที่ยกทัพเข้ามาตีเมืองพัทลุง และมาตั้งค่ายที่บ้านดอนประดู่ บริเวณสามแยกดอนประดู่ ปัจจุบันเป็นฌาปน
สถานของชาวบ้านดอนประดู่
  
     สะตอรสดี
     ผลผลิตหนึ่งที่ขึ้นชื่อของตำบลดอนประดู่ คือ “ สะตอข้าว ” แห่งควนปิไห ในอดีตสะตอข้าวจะถูกลำเลียงไปลงเรือด่วนไปบ่อยาง(สงขลา) ส่งผ่านไปขายยังอำเภอต่าง ๆ มาก
มาย จนผู้คนที่ผ่านอำเภอปากพะยูนแล้วต้องถามหา ปัจจุบันร่อยหรอไปมากและอยู่ในช่วงที่กำลังรื้อฟื้นให้ชาวบ้านปลูกพืชแซมยาง
  
     พื้นที่ทำนา
     ตำบลดอนประดู่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอำเภอปากพะยูน มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลายหลากพันธุ์เนื่องจากสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มดินอุ้มน้ำเหมาะแก่การทำนา ในอดีตชาวบ้านในตำบล
ดอนประดู่ส่วนใหญ่มีฐานะ เป็นเศรษฐีชาวนา มีเรือนข้าวหลังใหญ่ ผลิตได้ครัวเรือนละหลายเกวียน ยามหน้าข้าวจะมีข้าวมากมายเรียงไว้เป็นลอมที่หน้าท่าข้าวเพื่อรอหาบขึ้นบ้าน พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในอดีต ได้แก่ พันธุ์ช้างอุ้ม ข้าวทราย ข้าวระเด่น ข้าวนางทอง ข้าวบางขัน ข้าวจีน ข้าวเหนียวจ้าวบน ข้าวหัวนา ข้าวจังหวัด
  
     แหล่งปลาหารอ่างทอง
     หารอ่างทองเป็นแหล่งน้ำใหญ่ที่สำคัญของชาวตำบลดอนประดู่ในการทำการเกษตรและเป็นแหล่งพันธุ์ปลาที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีมากมายหลายชนิดเนื่องจากมีสภาพเป็น ดิน
ผสมโคลนทราย ทำให้ปลาที่ได้จากหารอ่างทองมีรสชาติที่อร่อยแตกต่างจากปลาที่ได้จากแหล่งน้ำอื่น ๆ

เทศบาลตำบลดอนประดู่

เลขที่ 186 หมู่ที่ 7 ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง 93120
โทรศัพท์ : 074-610715  โทรสาร : 074-610716  อีเมล์ :
 admin@donpradoo.go.th
Powered By donpradoo.go.th